มาปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตใหม่ เพื่อสร้างภูมิต้านทาน “โรคร่าเริง” กันดีกว่า

Infographic Thailand เตือนหนุ่มสาววัยมหาลัย และคนวัยทำงาน ผ่านภาพ Infographic ที่มักเคยชินกับการทำงานตอนดึกๆ หามรุ่งหามค่ำ กลางวันไม่ตื่น กลางคืนไม่นอน การดำเนินชีวิตแบบนี้อาจจะเร่งวันตายด้วยโรคร่าเริง

Life balance

หนุ่มสาววัยมหาลัย และคนวัยทำงาน มักจะมีความเชื่อว่าตอนกลางคืนเป็นเวลาที่เงียบสงบ ทำให้มีสมาธิสมองลื่นไหลกว่าตอนกลางวันเป็นไหนๆ คิดอะไรก็คิดออกได้อย่างรวดเร็ว ไม่เหนื่อยแถมไม่ง่วงอีกด้วย แต่รู้ไหมว่า การทำงานตอนกลางคืนโดยไม่หลับไม่นอน ทำให้ชีวิตตอนกลางวันของคุณ “พัง” ถึงคุณจะได้งาน ได้เงิน แต่ระวังเถอะ จะได้ “โรค” แถมไปด้วย การร่าเริงตอนกลางคืนแบบนี้ อาจทำให้ร่างกายของคุณก่อ “โรคร่าเริง” ขึ้นมาได้ มาเช็คกันว่า คุณกำลังสุ่มเสี่ยงเป็นโรคนี้อยู่หรือเปล่า

การใช้ชีวิตที่ทำให้มีความเสี่ยงเป็น “โรคร่าเริง”
กลางคืน ► คิดงานได้ก่อนนอน ไอเดียพรั่งพรู ทำงานสนุกทั้งคืนโดยไม่เบื่อไม่บ่น ไม่ออกกำลังกาย ดื่มเครื่องดื่มชูกำลังโดยอ้างว่าทำให้สมองแล่น
กลางวัน ► อ่อนเพลีย หงุดหงิดง่าย ไม่มีสมาธิ คิดอะไรก็คิดไม่ออก

ถึงชื่อโรคจะดูร่าเริงสนุกสนาน แต่ร่างกายของเราไม่ได้จะเริงร่าตามชื่อแม้แต่น้อย ซึ่งนอกจากจะทำให้ฮอร์โมนแปรปรวน รอบเดือนไม่ปกติ ขี้เหวี่ยงขี้วีน อาจทำให้สุ่มเสี่ยงเป็นโรคมะเร็งลำไส้ มะเร็งเต้านม และโรคเบาหวาน ได้นะ

Life  balance

ก่อนจะสบายเกินไปควรจัดระบบปรับพฤติกรรมและการใช้ชีวิตใหม่ตั้งแต่วันนี้ เพื่อเสริมสร้างภูมิต้านทาน “โรคร่าเริง” ด้วยขั้นตอนง่ายๆดังนี้
1. ตั้งนาฬิกาปลุกเวลาเดิมๆทุกๆวัน เพื่อสร้างความเคยชิน แต่ไม่ใช่ว่าปลุกตอนเที่ยงหล่ะ
2. หลีกเลี่ยงแป้ง น้ำตาล เพิ่มเนื้อสัตว์ในมื้อกลางวัน เพราะแป้งและน้ำตาลนั้นเป็นตัวกระตุ้นให้สมองหลั่งสาร เซโรโทนิน มากเกินไปซึ่งทำให้ง่วงนอน
3. ออกกำลังกายแบบง่ายๆ บ่อยๆ เช่น การเดิน การแกว่งแขน หรือออกกำลังกายอย่างจริงจังทุกวัน
4. ฟังเพลงระหว่างวัน เพื่อเพิ่มความตื่นตัวแก้ง่วง
5. จิบน้ำเปล่า ทำให้สมองแล่น เพราะน้ำเป็นตัวลดความหนืดของเลือด ทำให้ไม่ง่วงนอน
6. นำผลมะกรูด คลึงกับพื้นมาวางไว้ข้างหมอน ทำให้หลับสบาย ตื่นมาแล้วสดชื่นกระปรี้กระเปร่า

การอดหลับอดนอน ทำงานเพื่อให้ได้เงินทอง แต่กลับต้องใช้เงินทองนั้นซื้อสุขภาพคืน แถมยังจ่ายแพงกว่าอีกด้วย เสียทั้งเงินทั้งเวลา และสุขภาพ ลองคิดดูดีๆ ว่า ที่กำลังทำอยู่น่ะมัน “คุ้ม” หรือไม่ ?

เครดิต และขอขอบคุณ ข้อมูลและภาพจาก infographic.in.th

แชร์บอกต่อ!!

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *